เข้ม หัสวีร์ แจงพักบ้านคู่แฟนคลับ “เข้ม-มุกดา”
หลังมีข่าวหมดสัญญาช่อง7 หลายคนถามถึงทิศทางการทำงาน ว่าจะไปในทางไหน รูปแบบไหน สำหรับพระเอกหนุ่ม เข้ม หัสวีร์ ภัคพงษ์ไพศาล ที่แม้ว่าก่อนหน้านี้ จะออกเล่าบ้างแล้วว่าวางแผนยังไง
ล่าสุด เข้ม ที่เดินทางมาร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์ “why we love เพราะรักต้องมี” ที่ เมเจอร์ รัชโยธิน จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าว พร้อมแจงบ้านคู่แฟนคลับ เข้ม-มุกดา ยังไม่ได้ยุบแค่พักไว้ก่อน รวมถึงเรื่องที่หลายคนตั้งคำถาม หลังมีภาพสนิทสนม แอนน่า กลึคส์
ภาพยนตร์ วายวีเลิฟ? “ได้ร่วมงานกันครั้งแรกกับค่ายนี้ ได้รู้จักสิ่งใหม่ๆ จริงๆ เคยแคนเซิลไปรอบหนึ่ง กลัวเขาเสียประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้วเขาก็ติดตอมาอีกรอบหนึ่ง ก็ได้อ่านบทได้มาร่วมเล่นถือว่าดีจริงๆ อยากให้ทุกคนได้ดูกัน เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ร่วมสมัย เป็นเรื่องเข้าใจง่ายๆ ชั่วโมงนิดๆ วัยรุ่นที่ไม่อยากมีครอบครัว ไม่อยากมีลูก มันจะเปลี่ยนมุมมอง เรื่องนี้กลมไปด้วยความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกด้วย”
เรื่องนี้มาเล่นแล้ว อยากมีลูกไหม? “ส่วนตัวคือมีหลานอยู่แล้ว เลยไม่ได้มีเป้าหมายเรื่องการมีครอยครัวขนาดนั้น ได้มาเล่นก็ถ่ายทอดตามที่ได้รับงานมา ตามบริบทของตัวละคร ด้วยวัยที่ใกล้กัน มุมมองใกล้กัน เทียบเคียงความรู้สึกได้ง่าย”

ร่วมงานกับหลิน มาลิน? “สนุกดี แต่จริงๆ เจอกันน้อย ไม่เหมือนละคร เป็นภาพยนตร์เจอกันน้อย เข้าฉากกันปกติ หลินเขาธรรมชาติน่ารักอยู่แล้วก็ไม่ยากในการทำงานครับ 27 ก.พ.นี้ ทุกโรงภาพยนตร์ อยากให้มาซัพพอร์ตหนังไทยกันครับ”
หมดสัญญาช่อง7 เรียบร้อย? “หมดสัญญาตั้งแต่ เดือนพ.ย.67 มีการพูดคุยกับผู้ใหญ่ทุกท่าน มีขอปรึกษารุ่นพี่ที่สนิทกัน ก่อนที่จะตัดสินใจว่าไม่ต่อสัญญา ก็หนักใจ เราก็พยายามหาแพชชั่นให้ตัวเองด้วย ด้วยเข้มเองหมดแพชชั่นในการทำงานมาสักระยหนึ่งแล้ว ไม่ใช่ว่าช่องไม่ดีหรืออะไรไม่ดีนะเป็นที่เราเองที่ไม่สนุกกับอะไรเลย
ทีนี้เขาไปปรึกษาผู้ใหญ่ ถามถึงแนวโน้มข้างหน้า อนาคตว่ามีอะไรเพิ่มเติมไหม ซึ่งมันเป็นรายละเอียดในห้องประชุมเปิดเผยไม่ได้ เราก็ลองหาอะไรที่มันรู้สึกตื่นเต้น และหาจุดโฟกัสใหม่ๆ ซึ่งเขาเข้าใจเพราะเราก็ไม่ได้ไปที่ไหนเลย เราเป็นอิสระในการรับงาน มีการวางแผนมากขึ้น ตอนนั้นเขาก็มีให้เวลากลับมาคิดนะ เป็นปีเลยนะ”
ตอนนั้นมีกระแสเรื่องต่อไม่ต่อ? “เข้มเติบโตมาจากช่อง7 ถือเป็นไข่อีกหนึ่งใบที่ช่องให้การฟูมฟักที่ดีมากๆ ได้รับโอกาสที่ดีมากๆ เลย ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันหมดสัญญาทุกคนยังคงเป็นพี่น้องเป็นครอบครัวที่ให้ความอบอุ่น ความรักมาดีโดยตลอด (พระเอกตัวท็อปหายไปอีก1?) ยังมีอยู่ครับ เพื่อนๆ ก็ยังอยู่ ยูโร เบน เพื่อนที่เซ็นพร้อมกันก็ยังอยู่หลายคนครับ”
แล้ว ยูโร กับ เบน จะตามไปไหน? “ต้องไปถามเพื่อนๆ เองครับ เข้มเองในวงการค่อนข้างจะอิ่ม งานในวงการจะรูปแบบไหน เป็นแบบไหน คาแร็กเตอร์ช่องเป็นแบบไหน ออกมาก็จะเข้าใจ ตั้งเป้า 5 ปี ถ้าไปต่อไม่ได้ก็หาอย่างอื่นทำครับ”
แฟนคลับก็ตัดพ้อ เพราะเราเองก็เป็นความหวังช่อง? “จริงๆ ทุกคนมีผลงาน มีหน้าที่รับผิดชอบ ผมเองก็เหมือนพนักงานคนหนึ่งของช่องก็ทำงานตามหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีใครดังกว่ามากกว่าน้อยกว่าหรือเท่ากับเท่าไหร่ เราทำตามหน้าที่ที่ได้รับมาครับ”

คำที่เขาใช้ว่า ทำให้เราซีเรียสไหม? “ไม่ครับ ส่วนใหญ่เป็นแนวคิดของแต่ละคน เขาอยากจะตั้งเบอร์หรืออะไร แต่จริงๆ ทุกคนมีละครเท่ากันหมดครับ (กลัวไหมเรื่องของกระแส?) กลัวครับ แต่ก็ได้ความสบายใจ คุยกับผู้ใหญาไว้ว่า ถ้าออกไปจะโดนด่าว่าเป็นเด็กอกตัญญูไหม ผู้ใหญ่บอกไม่หรอก หน้าที่ของเราคืออะไร เป้าหมายอะไร มีแพชชั่นยังไง มันมีความชัดเจนอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับความกตัญญูหรือไม่กตัญญู เราก็ทำอะไรอยู่ในกฎกติกาของช่องอยู่แล้ว”
เครียดไหมคำนี้ “อกตัญญู”? “ครอบครัวเครียด คุณพ่อคุณแม่คุณตาคุณยายค่อนข้างเครียด พอออกมาจะมีกระแสโจตี ซึ่งก็มี เกิดจากความไม่เข้าใจอยู่แล้ว เราควบคุมอะไรไม่ได้ (คอมเมนต์แรงๆ ?) ไม่ค่อยได้อ่าน กลัวนอยด์ แต่หลังออกมาก็มีค้างงานช่องอยู่ 2 เรื่อง ยังทำงานกันอยู่ มีภาพยนต์อีก 2 เรื่อง และถ้ามีอะไรเข้ามาก็ต้องมาคุยกับพี่ผู้จัดการว่างานนี้เราอยากทำไม ไปทิศทางไหน”
ผู้จัดหลายช่องยื่นบทมาเยอะมาก? “ก็มีมาทาบทาม (เนื้อหอม?) ก็ไม่ได้หอมขนาดนั้น แต่ก็มีเรื่องของการการันตีที่เพื่อนๆ บอกต่อๆ กัน อย่างผมถนัดละคร เรื่องการแสดงอะไรที่ยังไม่ได้ทำ รักโลภโกรธหลงก็ดูว่าบทแบบไหนครับ (มีช่องมาเสนอพร้อมให้ค่าแรกเข้าหลักล้าน?) ไม่มีๆ ทุกคนเสนอของบทครับ ว่ามีแบบนี้สนใจไหมครับ”
จะปิดตำนาน เข้ม-มุกดา ด้วยไหม? “จริงๆ เข้ม-มุก เราคุยกันในกลุ่มบ้านแล้ว ว่ามีการยุติอะไรบางอย่าง มีคุยกันในกลุ่มเล็กๆ มีเข้า มีมุก มีพี่หนิง มีคนที่รู้จักเรื่องนี้ ว่าบทบาทจะเป็นยังไงต่อไป (มีโปรเจ็กต์ร่วมกันต่อได้?) ยังไม่รู้ต้องรอดู เราจะได้เจอกันไหมต้องรอดูอนาคต”
ยังไม่ได้ยุติการเป็นคู่จิ้น? เราเป็นเพื่อนกันมานานมากๆ แล้ว ส่วนในเรื่องของคู่จิ้นก็ให้เขารูปแบบผลงานมากกว่า เราไม่ได้ให้เขายึดติดว่า เข้มต้องคู่กับมุก ต้องเล่นละครกับมุก ต้องอยู่เคียงข้างมุก คือถ้ามีโปรเจ็กต์อะไรเหมาะเราร่วมเล่นได้ ไม่มีปัญหา มีการพักนะ ยุติไปสักพักหนึ่ง ก็อยากให้เชียร์การทำงานครับ”
เป็นการพักไม่ได้ยุติ ไม่ได้ปิดตำนาน เข้ม-มุก? “เป็นการพัก เพราะว่ามีช่วงหนึ่งที่เป็นกระแส มีการไปด่าเพื่อนผมที่เข้ามาใกล้ชิดผม หรือผู้ชายที่อยู่ใกล้ชิดมุก หรือใครก็แล้วแต่ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด คนไม่รู้จริงๆ เขาก็พยายามโจมตีกัน ก็ดูว่าปัญหาเกิดจากที่ไหน ไม่ได้ว่าบ้านเข้ม-มุกผิดนะ แต่หมายถึงว่าของเข้มเองหรือของมุกเอง บอกให้เขาเข้าใจว่า ณ ตอนนี้เราจะไม่มีเพื่อนในวงการแล้ว เพราะใครเข้ามาก็จะโดนด่าอยู่เป็นประจำครับ”
กับเรื่องของ แอนน่า กลึคส์? “ไม่มีอะไรครับ คือเพื่อนผมที่เป็นผู้หญิง ผมดูแลแบบนี้ปกติ ในงานนั้น แอนน่า สนิทกับผม เพราะเราเคยทำงานร่วมกัน หลายคนถามว่าแล้วทำไมไม่ไปอยู่กับ ยูโร หรือ พี่เบน คือเขากำลังสนุกสนานกัน แล้วเขาขอให้มากันให้หน่อย ซึ่งผมอยู่ตรงนั้นพอดี เราแค่ไปกันครับ (ท่าทางเหมือนโอบ?) เราก็เหวี่ยงมือไปมา เขาอยู่ข้างหน้าครับ”
หลายคนก็จับจิ้น เพราะชมว่าน่ารักมาก? “เขาไม่ได้จิ้นกับพี่ ชาลี เหรอ (หัวเราะ) ใช่ป่ะ ไม่รู้อ่ะ ผมไม่รู้ ผมเป็นเพื่อนกันครับ ไม่ใช่ว่าผมรู้จักกับผู้หญิงคนไหนแล้งจะไปจีบใคร ไม่ได้เป็นแบบนี้ได้ตลอดครับ
เขินไหม? ไม่ๆ แค่อยากอธิบายให้ฟัง กับมุก พี่เปรี๊ยว กับใครถถ้าไปเที่ยวกันผมก็เทคแคร์แบบนี้ครับ ผมไม่อยากให้ผู้หญิง หรือ LG ที่เข้ามาหาเราเกร็ง ผมอยากมีเพื่อนนะ ผมอยากมีสังคม ผมอยากอยู่ในทุกรูปแบบของความสบายใจของแต่ละครได้”
พัฒนาได้ไหม? “ผมเป็นเพื่อนกันดีกว่า ไม่ต้องเลิกกัน ไม่ต้องกังวลว่าจะอยู่กันได้นานแค่ไหน”
ต่อมาที่เรื่องทรงผม? “ผมเริ่ดๆ ใช่ไหม ผมเล่นกับต้าเหนิงแล้วมันตลกดีครับ ผมทรงนี้มาจากภาพยนตร์อีกเรื่อง เขาต้องไว้ผมยาวแล้วใส่วิก สีเฝดๆ ให้อยู่ในมูดของภาพยนต์
หลายคนบอกว่าปลอ่ยตัวโสม ไม่เนียบๆ เหมือนตอนอยู่ช่อง? ไม่ได้ปล่อยหรอกครับ ลองไปตากแดด 5 วันแบบผม รับลองไหม้หมดแหละ เวลาเราทำงานก็เต็มที่ ภาพยนตร์ต้องถอดเสื้อ อยู่กลางแดด เราไม่สามาถเข้าคลินิคได้ทุกวัน เราก็รักษาได้เท่าที่จะรักษา ดูแลได้เท่าที่จะทำ (มีการประทินอยู่ตลอด?) ดูแลครับ ทั้งมาร์ก กันแดด ครีม แต่เอาไม่อยู่หรอกครับแดดประเทศไทย”
เอกชนจี้รัฐเข้ม ‘บ้านเพื่อคนไทย’ หวั่นกระทบคอนโดต่ำ 3 ล้าน – บ้านบีโอไอ
By บุษกร ภู่แส13 ม.ค. 2025 เวลา 0:00 น.




Play
KEY
POINTS
- ผู้ประกอบการอสังหาฯ แนะรัฐวางเงื่อนไขเข้ม “บ้านเพื่อคนไทย” สกัดดีมานด์เทียม ซื้อปล่อยเช่า หวั่นซ้ำรอยบ้านเอื้ออาทร
- เตือนเช็กซัพพลายในพื้นที่ป้องกันโอเวอร์ซัพพลาย ประเมินผลกระทบ “คอนโดต่ำ 3 ล้าน-บ้านบีโอไอ ราคา 1.5 ล้าน” 4 ทำเลนำร่อง
- แต่ “ไม่สะเทือนตลาดแรง” เหตุจำนวน-ทำเลจำกัด ตอบโจทย์กลุ่มเข้าไม่ถึงสินเชื่อขณะภาคเอกชนเน้นลูกค้าเป้าหมายถือครองกรรมสิทธิ์
จากนโยบายรัฐบาลนายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร” วางแนวคิดบ้านหลังแรกของคนเริ่มต้นทำงาน (First Jobber) เป็นที่มาของโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” สานฝันคนอยากมีบ้าน โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังดำเนินการ พัฒนาที่อยู่อาศัยให้เช่าระยะยาว 99 ปี ไม่ต้องมีเงินดาวน์ สามารถผ่อนเริ่มต้น 4,000 บาทต่อเดือน ไม่เกิน 30 ปี มีสิทธิอยู่ได้ 99 ปี ใช้ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ใน 4 ทำเลนำร่อง ประกอบด้วย กม.11 เชียงราก ธนบุรี และเชียงใหม่
นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า การลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์จะช่วยกระตุ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกันทำให้เกิดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ดังนั้น ในภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว “โครงการบ้านเพื่อคนไทย” มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับมหภาค
ข้อดีของโครงการนี้ คือ 1.โครงการตั้งอยู่ในทำเลที่เข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ (Mass Transit) ได้ง่าย ทำให้กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในทำเลที่ดี จากปกติไม่สามารถเข้าถึงหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยทำเลศักยภาพได้ 2.ช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เพราะการอยู่ในทำเลที่มีการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนจะช่วยลดการพึ่งพารถยนต์ส่วนตัว ลดมลพิษในเมือง และช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยดีขึ้น และ 3.การสร้างที่อยู่อาศัยในทำเลที่มีศักยภาพสูงช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง และการเข้าถึงแหล่งงานขนาดใหญ่
กระทบโครงการ “บ้าน-คอนโด” BOI
ขณะเดียวกันโครงการดังกล่าว อาจส่งผลกระทบในภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อกลุ่มผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการบ้านสำหรับผู้มีรายได้น้อย และปานกลาง หรือ โครงการ “บ้าน-คอนโดบีโอไอ” ที่มีระดับราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท เพราะมีราคาใกล้เคียงกัน แต่ก็แตกต่างกัน ตรงที่ผู้อยู่อาศัยที่ต้องการถือกรรมสิทธิ์ จึง “อยากซื้อ” มากกว่าเช่าระยะยาว 99 ปี แบบโครงการบ้านเพื่อคนไทย เพราะมีความสามารถในการซื้อได้
ดังนั้นแนวทางการคัดกรองผู้ที่มีความสามารถในการเช่าควรเป็นไปอย่างโปร่งใสเพื่อไม่ให้เกิด “ดีมานด์เทียม” ที่อาจทำให้โครงการล้มเหลวเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเกิดขึ้นกับโครงการบ้านเอื้ออาทร
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
- ‘สำนักงาน’โอเวอร์ซัพพลาย! พื้นที่ว่างพุ่ง หั่นค่าเช่า 30%27 ก.พ. 2568 | 7:43
- ยอดโอน‘บ้าน-คอนโด’ปี67 ร่วงยกแผง! บ้านหรูไม่รอด ลุ้นมาตรการรัฐ27 ก.พ. 2568 | 7:25
- ดอกเบี้ย ศก.ซึม หนี้ครัวเรือนสูง ซีคอนจับข้าราชการ รายได้มั่นคง26 ก.พ. 2568 | 1:44
เจาะกลุ่มเรียลดีมานด์ลดเสี่ยง
นายอิสระ แนะว่า การคัดเลือกผู้ที่จะได้รับสิทธิในการเข้าร่วมโครงการควรพิจารณาจาก ความต้องการที่แท้จริง (Real Demand) แทนที่จะใช้เกณฑ์รายได้เพียงอย่างเดียว เช่น การพิจารณาความสามารถในการขอสินเชื่อจากธนาคารก่อน เพื่อให้การสนับสนุนด้านอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการอย่างแท้จริง
อีกทั้งนโยบาย 20 บาทตลอดสาย ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่เพื่อส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งมวลชนในราคาประหยัดก็จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง และลดค่าครองชีพของผู้ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งอาจทำให้โครงการประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น
“หากโครงการบ้านเพื่อคนไทยสามารถตอบโจทย์ ความต้องการที่แท้จริง และดำเนินการอย่างรอบคอบในการคัดเลือกผู้มีสิทธิ พร้อมกับการสนับสนุนจากนโยบายขนส่งสาธารณะ และการให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายโครงการนี้จะสามารถส่งผลดีต่อสังคม และเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน”
เสนาฯ ชี้กระทบโครงการต่ำกว่า 3 ล้าน
นางสาวเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บ้านเพื่อคนไทย” เป็นโครงการที่ดี เพราะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และผู้เริ่มทำงาน ให้สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องมีเงินดาวน์ หรือ เงินล่วงหน้า
นอกจากนี้ ทำเลที่ตั้งใกล้ระบบขนส่งมวลชนเพิ่มความสะดวกสบาย ซึ่งการมีที่อยู่อาศัยในทำเลที่ดี ค่าเช่ารายเดือนที่ไม่สูงมาก สามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนได้เป็นอย่างดี
“โครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” อาจส่งผลต่อผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ผู้ประกอบการอาจต้องเผชิญกับความท้าทายจากจุดเด่นของโครงการ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และเงินดาวน์ที่ลดลง ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ช่วยถึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
แนะปรับกลยุทธ์รับมือการแข่งขัน
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในตลาดที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ สอดคล้องกับแนวคิดของเสนาฯ ที่มุ่งเน้นให้คนไทยสามารถเข้าถึงบ้าน และที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ผ่านโมเดลต่างๆ เช่น โครงการ LivNex เช่าออมบ้าน ที่ออกแบบมาเพื่อ “ลดข้อจำกัด” ด้านการเงินในการซื้อบ้าน พร้อมมอบโอกาสในการเป็นเจ้าของบ้านในระยะยาว ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในยุคปัจจุบันได้อย่างแท้จริง
“LivNex เป็นนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสะสมค่าเช่าเป็นเงินออมเพื่อการซื้อบ้านในอนาคต พร้อมบริการให้คำปรึกษาทางการเงิน เพื่อสนับสนุนให้เข้าถึงสินเชื่อบ้านได้อย่างยั่งยืน บ้านไม่เพียงเป็นที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นทรัพย์สินที่ช่วยสร้างความมั่นคงในชีวิต มีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี และสามารถส่งต่อกรรมสิทธิ์ให้กับลูกหลานได้อีกด้วย”
เสนาฯ ย้ำ “ไม่กระทบ” คนละทำเล
สำหรับ เสนาฯ “ไม่ได้” รับผลกระทบ เนื่องจากทำเลของโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” ทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ บางชื่อ เชียงราก ธนบุรี และเชียงใหม่ ไม่ได้ทับซ้อนกับพื้นที่พัฒนาโครงการของเสนาฯ หรือการพัฒนาโครงการ BOI ในพื้นที่ ที่กระจายตัวอยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าหลักเป็นพนักงานโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเป็นหลัก
เสนาฯ ยังให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักที่คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ของรายได้ของคนกรุงเทพฯ โครงการของเสนาฯ จึงตั้งอยู่ในทำเลที่ใกล้แหล่งงาน และระบบขนส่งมวลชน เพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่
“ทำเล-จำนวน” จำกัดกระทบน้อย
นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า โครงการบ้านเพื่อคนไทย อาจมีผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับแมส ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท หากเทียบกับคอนโดมิเนียมของออริจิ้น แบรนด์ “ดิ ออริจิ้น” ซึ่งส่งผลกระทบไม่มากนัก เพราะกลุ่มผู้ซื้อมองในเรื่องของ “โลเคชัน” ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต การทำงาน หรือทำเลที่คุ้นเคย ซึ่งเป็นปัจจัยแรกของการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ส่วนราคาเป็นปัจจัยรองลงมา
“จากข้อมูลของบ้านเพื่อคนไทย บน 4 ทำเล อาจกระทบโครงการที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้ละแวกนั้นบ้าง จากที่ภาครัฐสนับสนุนมาตรการดอกเบี้ยมีส่วนดึงดีมานด์ของลูกค้าบางกลุ่มออกไปบ้างเล็กน้อย”
เงื่อนไขต้องชัดเจนสกัดซื้อปล่อยเช่า
นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่า โครงการสร้างบ้านเพื่อคนไทย ถือเป็นนโยบายที่ดีสำหรับคนที่มีรายได้น้อย “เห็นด้วย” และสนับสนุนด้วย 100% เพราะเป็นเรื่องที่ควรทำมานานแล้ว ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่ของการเคหะแห่งชาติ และกรมธนารักษ์ ซึ่งมีพื้นที่จำนวนมากที่สามารถดำเนินการได้
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้รัฐบาลใช้ที่ดินของการรถไฟฯ ซึ่งต้องทดลองเฟสแรกก่อนว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ อย่างไร เพราะกลุ่มคนที่เข้ามาเช่าเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้น้อย ไม่มีแหล่งรายได้แน่นอน ฉะนั้นถ้าจะอนุมัติให้เช่าก็ต้องมีความชัดเจน เพราะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอาจไม่มีหลักฐานทางการเงิน ไม่สามารถกู้เงินธนาคาร ควรกำหนดเงื่อนไขออกมาให้ชัดเจน ป้องกันนายทุนเข้ามาเช่าเพื่อปล่อยเช่าต่อ ต้องป้องกันตรงนี้ เพื่อให้คนที่เข้ามาใช้สิทธิเป็นกลุ่มคนรายได้น้อยอย่างแท้จริง”
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่เกิดซ้ำรอยกับโครงการแฟลตดินแดงที่มีนายทุนใช้สิทธิซื้อแล้วมาปล่อยเช่าต่อ โครงสร้างบ้านเพื่อคนไทยต้องไม่ให้เหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น เพื่อช่วยให้คนมีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยจริง โดยเมื่อคนกลุ่มนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นสามารถขยับขยายไปอยู่ที่อื่นได้ และมีคนใหม่เข้ามาใช้สิทธิต่อได้
คนละกลุ่มเป้าหมายจับกลุ่มกู้ไม่ได้
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย มองว่าเป็น “โอกาส” ของการมีบ้านของคนไทยในกลุ่มของผู้ที่มีรายได้น้อย ผ่านสัญญาเช่าระยะยาวของนโยบายสร้างบ้านเพื่อคนไทย สามารถอยู่ได้นานถึง 2 เจเนอเรชัน ในราคาที่จับต้องได้ ทำให้ผู้ที่มีรายได้น้อยมีโอกาสมีบ้านได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันราคาบ้านที่อยู่อาศัยสูงมากขึ้นทำให้ผู้มีรายได้น้อย และผู้ที่ทำงานใหม่ไม่สามารถจะซื้อบ้านได้
“โครงการนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เพราะลูกค้าคนละกลุ่ม บ้านเพื่อคนไทยเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ เพราะเป็นสิทธิการเช่าระยะยาวจึงเป็นคนละเซกเมนต์กับที่ภาคเอกชนทำ แม้ว่าหลายคนจะมองว่ากระทบหรือต่อให้กระทบจริงก็ไม่มาก เพราะซัพพลายที่รัฐทำออกมาไม่มาก และไม่ได้กระจายไปในทุกพื้นที่”
เตือนดูซัพพลายป้องกันโอเวอร์ซัพพลาย
นายวิชัย วิรัตกพันธ์ นักวิชาการอิสระด้านที่อยู่อาศัยและการพัฒนาเมือง แนะว่า รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรศึกษาอุปทาน และผลกระทบต่อตลาดที่อยู่อาศัยโดยรวมอย่างละเอียด เนื่องจากพื้นที่นำร่องของโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” พบว่า ยังคงมีอาคารชุดที่เหลือขายอยู่พอสมควร ซึ่งโครงการนี้อาจส่งผลต่อยอดขายอาคารชุดในพื้นที่ชะลอตัวลงได้
ยกตัวอย่างในพื้นที่เขตจตุจักร เป็นที่ตั้งของ “บ้านเพื่อคนไทย” ทำเล กม.11” ที่มีแผนสร้างอาคารชุดจำนวน 1,232 หน่วย ในราคาไม่เกิน 1.76-3 ล้านบาท คาดว่า มีอาคารชุดเหลือขายทุกระดับราคา 4,000-5,000 หน่วย คาดว่าเป็นอาคารชุดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เหลือขาย 1,500-2,000 หน่วย ซึ่งพื้นที่เขตจตุจักร ดีเวลลอปเปอร์เข้ามาพัฒนาอาคารชุดจำนวนมาก และที่ผ่านมาขายได้ดีขึ้น
หรือในพื้นที่อำเภอคลองหลวง เป็นที่ตั้งของ “บ้านเพื่อคนไทย” ทำเลเชียงราก ที่มีแผนสร้างเป็นอาคารชุดจำนวน 1,795 หน่วย ในราคา 1.34 ล้านบาท พบว่ามีอาคารชุดเหลือขายทุกระดับราคา ราว 2,000 หน่วย คาดว่าเป็นอาคารชุดราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท เหลือขาย 500-550 หน่วย
“ที่ผ่านมาผู้ที่ซื้ออาคารชุดย่านนี้ ส่วนใหญ่ซื้อเพื่อลงทุนให้เช่าเป็นกลุ่มหลัก รองลงมาเป็นกลุ่มที่ซื้อให้ลูกหลานพักอาศัยระหว่างศึกษา และนำมาปล่อยเช่า หรือปล่อยขายเมื่อลูกหลานจบการศึกษา”
แม้ว่าการดำเนินโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” จะเป็นเจตนาที่ดี แต่รัฐบาลก็ควรให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อตลาดที่อยู่อาศัยที่พัฒนาโดยภาคเอกชนด้วย เนื่องจากจะทำให้บทบาทของภาคเอกชนในการพัฒนาที่อยู่อาศัยในราคาที่เข้าถึงได้อ่อนแอลงในระยะยาว และรัฐบาลจะต้องรับภาระนี้มากยิ่งขึ้นในอนาคต